ปรับโครงสร้างภาษีของบุหรี่ใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

ปรับโครงสร้างภาษีของบุหรี่ใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

 

 

เมื่อ (30 ก.ย. 64) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้กฎกระทรวงการคลัง กำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ฉบับที่ 17 พ.ศ.2564 โดยปรับโครงสร้างภาษีของบุหรี่ใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป โดยโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่กำหนดให้ผู้ผลิต และผู้นำเข้าชำระภาษี ทั้งมูลค่าและปริมาณ
ด้านมูลค่า ปรับมีการขยับทั้งอัตราภาษีและฐานราคาขายปลีกใหม่ โดยจากเดิมบุหรี่ราคาขายปลีกไม่เกินซอง 60 บาท เสียภาษี 20% จะปรับเพิ่มเป็นบุหรี่ขายปลีกไม่เกินซอง 72 บาท เสียภาษีเพิ่มเป็น 25% ส่วนบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกเกินซอง 72 บาท จะเสียภาษีเพิ่มจาก 40% เป็น 42%

ด้านปริมาณ จากเดิมจัดเก็บภาษีมวนละ 1.20 บาท หรือซองละ 24 บาท จัดเก็บเพิ่มเป็นมวนละ 1.25 บาท หรือซองละ 25 บาท

ทั้งนี้ ท้ายประกาศระบุเหตุผลการปรับภาษีดังกล่าวว่า เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ เป็นการสมควรแก้ไขอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ายาสูบ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตลอดจนจำกัดปริมาณการบริโภคสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่คาดว่าจะลดการบริโภคยาสูบได้ประมาณร้อยละ 2 – 3 และการปรับเพิ่มชั้นราคาบุหรี่ซิกาแรต (Threshold) ทำให้ตลาดบุหรี่ซิกาแรตมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรเพิ่มขึ้น อีกทั้ง โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ทำให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500-4,500 ล้านบาทต่อปี แต่อาจทำให้มีสินค้ายาสูบหนีภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมสรรพสามิตจะดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดต่อเนื่องโดยจัดตั้งศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดและตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าที่ซื้อได้ด้วยตนเอง โดยใช้ Smartphone สแกน QR code บนดวงแสตมป์ รายละเอียดของสินค้าและข้อมูลการชำระภาษีก็จะปรากฏขึ้นมาทันที หรือหากพบการกระทำผิดจากการจำหน่ายสินค้ายาสูบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนกรมสรรพสามิต 1713

Related posts