จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ พรรคเพื่อไทย ขอตัดงบประมาณ 3% ทำโครงการดิจิทัล wallet เพื่อพิจารณาในสภา ยืนยันโปร่งใส คุ้มค่า ประหยัด และมีธรรมาภิบาล

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ พรรคเพื่อไทย ขอตัดงบประมาณ 3% ทำโครงการดิจิทัล wallet เพื่อพิจารณาในสภา ยืนยันโปร่งใส คุ้มค่า ประหยัด และมีธรรมาภิบาล

 

 

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจาก จ.ศรีสะเกษ ได้มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567ว่า ในการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ ได้มีการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน รวมทั้งความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย และก็มีการจัดสรรงบประมาณด้วยความโปร่งใส คุ้มค่า ประหยัด และมีธรรมาภิบาล สาเหตุที่ตนเองได้แปรญัตติขอตัดงบประมาณส่วนนี้ลง 3% นั้น

เนื่องจากมีความกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้ รวมทั้งเรื่องของการจัดเก็บรายได้ ที่อาจจะไม่เข้าเป้ารวม ทั้งเรื่องนี้อยากจะให้มีการจัดสรรงบประมาณประมาณ 3% หรือ 1 แสนล้านบาท ไปใช้ในการทำเรื่องของโครงการดิจิทัล wallet สาเหตุที่คิดว่าการทำโครงการดิจิทัล wallet น่าจะใช้งบประมาณ เนื่องจากว่าในตอนที่พรรคเพื่อไทยได้คิดโครงการนี้ขึ้นมา ในช่วงหาเสียงนั้นก็ได้มีการชี้แจงต่อ กกต. จะไฟแนนซ์โครงการนี้ด้วยเงินงบประมาณ และถ้าหากว่าการใช้เงินงบประมาณจะมีข้อดี คือว่าทุกอย่างก็จะมีการพิจารณาในสภา

รวมทั้งในเรื่องของประเด็นที่มีการโต้เถียง เกี่ยวกับความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของมาตรา 53 ถึง 57 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง หรือจะเป็นเรื่องของการสงสัยในเรื่องของมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังก็ดี ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน หรือไม่เป็นเรื่องที่วิกฤต หรือไม่เป็นเรื่องที่จัดสรรงบประมาณทันต่อเหตุการณ์หรือไม่ ก็จะไม่มีถ้าใช้งบประมาณ ปัญหาต่างๆเหล่านี้ก็จะหมดไป ส่วนที่เหลืออีก 4 แสนล้านบาท ก็จะสามารถดำเนินการได้ในทำนองเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการใช้งบประมาณ หรือการใช้เงินกู้โดยทำตามมาตรา 53 ถึงมาตรา 57 หรือจะใช้มาตรา 28 โดยให้หน่วยงานของรัฐมาช่วย หรือจะใช้กระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณ หรือจะใช้กระบวนการอื่นที่ไม่ใช้งบประมาณต่างๆเหล่านี้ ก็จะสามารถทำให้โครงการ Digital wallet สามารถดำเนินการได้

สำหรับประเด็นที่มีความกังวล เรื่องของภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ตอนที่จัดทำงบประมาณ ช่วงต้นๆ สำนักงานสถิติการคลัง หรือ World Bank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย น่าจะเติบโตในปี 66 ที่อยู่ประมาณ 3.5% แต่จากข้อมูลที่ทางราชการไทยพึ่งประกาศออกมาไม่นานนี้ ระบุเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยเติบโตเพียงแค่ 1.9% เท่านั้น ถือว่าเป็นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมากที่สุดของประเทศไทยในประวัติศาสตร์ ทำให้กังวลใจ เพราะทุกคนจะต้องมีส่วนที่จะต้องร่วมในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

แต่ก็ปรากฏว่าในปี 2566 นั้นธนาคารแห่งประเทศไทยมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 5 ครั้งติดต่อกัน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนทำให้ GDP ลดลงเหลือแค่ 1.9% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นต้นปี 66 ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่ประมาณ 1,700 จุดครับ แต่พอปลายปี 2566 ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาเหลือเพียง 1,300 เศษไม่ถึง 1,400 จุด ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 1,380 จุด แต่ไม่สามารถทะลุระดับ 1,400 จุดได้

ทั้งนี้เนื่องจากว่าอัตราดอกเบี้ย นโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีการกำหนดขึ้นนั้นเป็นอัตราที่สูงเกินจริง ทำให้ตลาดหุ้นไม่ดี ส่งผลให้การประกอบการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไม่ดี และทำให้ประชาชนที่มุ่งหวังว่าจะมีรายได้จากเงินปันผล จากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หรือจะได้รับโบนัส หรือรายได้จากเงินเดือน หรือค่าแรงก็ดีไม่เป็นไปตามเป้าการใช้จ่าย จึงไม่สามารถที่จะดำเนินการหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างดีเท่าที่ควร

การที่ดัชนีตลาดทรัพย์ไม่กระเตื้อง ทำให้ความน่าสนใจที่ต่างชาติจะนำเงินมาลงทุนในประเทศไทยลดลงไปด้วยเมื่อการลงทุนลดลง ทำให้สินค้าไม่เป็นที่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรในตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ ปัญหาที่ทำให้กังวลคือการดำเนินการของรัฐบาลในครั้งนี้ การจัดเก็บรายได้ที่เคยคาดการณ์ว่าจะจัดเก็บได้ 2.787 ล้านล้านบาท อาจจะไม่ได้ตามเป้า ทำให้กังวลใจว่าถ้าหากว่ายังมีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บรายได้ อาจจะต้องพิจารณาหรือไม่ว่า จะมีการดำเนินการอย่างไรในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการที่นอกเหนือจากงบประมาณ

ภาพ/ข่าว น.ส.นภชนก เหมือนนามอญ บก.ชลนิวส์ทีวีออนไลน์ สัมภาษณ์ บริบูรณ์ บก.”ข่าวทั่วไทย”รายงาน 087-614-2444.

Related posts